| ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัคซีนเอดส์ |
เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่เรารู้จักโรคเอดส์ การควบคุมการระบาดของโรค
ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ ติดเชื้อรายใหม่ยังสูง
ประมาณว่าในแต่ละวันมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทั่วโลกจำนวน 16,000 คน
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ประเทศไทยเองมีถึง 20,000 คนต่อปี
และเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าเขาเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มผู้ชายนักเที่ยว หรือ
หญิงขายบริการทางเพศเท่านั้น แต่กลับเป็นประชาชนทั่วไป
เช่น เยาวชน นักเรียน นักศึกษา หนุ่มสาว และแม่บ้าน คนรุ่นหนุ่มสาวกลาย
เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อ การติดเชื้ออันดับต้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่น
ผู้หญิงพบว่า 1ใน 3 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีอายุระหว่าง 15-24 ปี
และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ การใช้ถุงยางอนามัยได้ผลดีในระดับหนึ่ง
แต่การควบคุมการระบาดที่ จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ
วัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้
|
| แน่ใจได้อย่างไรว่าจะปลอดภัยจริง? |
วัคซีนเอดส์ทดลองนี้ได้ผ่านการทดสอบมาแล้วหลายขั้นตอนตามมาตรฐานการพัฒนาวัคซีนสากล พบว่าไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง
แต่ความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระดับหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง นอกจากนี้วัคซีนที่มีต้นแบบเดียวกันแต่ต่างกันที่สายพันธุ์
เมื่อฉีดในคนออสเตรเลีย พบว่า ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ดังนั้น โครงการต่อไปคือการทำการศึกษาในคนระยะที่ 1 ซึ่งคือการ
ทดสอบว่าวัคซีนนั้นปลอดภัยเมื่อใช้ในคนไทย
|
| วัคซีนที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบใด ? |
กระตุ้นนำ-กระตุ้นตาม (prime-boost regimen) ซึ่งหมายถึง สูตรการฉีดวัคซีนที่ประกอบด้วยวัคซีน 2 ชนิด โดยฉีด กระตุ้นนำ
ด้วยวัคซีนชนิดที่ 1 แล้ว กระตุ้นตาม ด้วยวัคซีนชนิดที่ 2 จากการศึกษาค้นคว้าของนักวิจัยทั่วโลกพบว่า การฉีดวัคซีนสูตรกระตุ้นนำ-กระตุ้นตาม
นี้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดวัคซีนชนิดเดียว
|
| ฉันจะติดเชื้อเอชไอวี จากวัคซีนได้หรือไม่? |
วัคซีนเอดส์ทดลองนี้จะไม่สามารถ ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้
วัคซีนดีเอนเอทำมาจากสายพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรียที่
เรียกว่าพลาส-มิด (plasmid) ส่วนวัคซีนฟาลว์พอกซ์
ทำมาจากเชื้อไวรัสในสัตว์ปีกซึ่งไม่ก่อโรคในคน วัคซีนทั้งสองชนิด
นั้นจะมีสายพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี แทรกอยู่ในขนาดที่สามารถ
กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้แต่ไม่สามารถ ทำให้เกิดการแบ่งตัวของ
เชื้อเอชไอวีได้
ดังนั้นการฉีดวัคซีนเอดส์ทดลองนี้
จะไม่สามารถทำให้ท่านติดเชื้อเอชไอวีได้
|
| ใครบ้างที่สามารถเข้าร่วมในการศึกษานี้ ? |

|
ทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่มีสุขภาพแข็งแรง
ไม่ติดเชื้อเอชไอวี และมีอายุระหว่าง 18-55 ป
ีสามารถเข้าร่วมการศึกษาได้ ทั้งนี้อาสาสมัคร
ต้องมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการติดเชื้อ
เอชไอวี และต้องเป็นเช่นนั้นไปตลอดระยะการ
ศึกษา สำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นม
บุตรหรือวางแผนจะตั้งครรภ์ในช่วงที่อยู่ใน
การศึกษาจะไม่สามารถเป็นอาสาสมัครได้
|
| ถ้าเข้าร่วมการศึกษาวิจัยนี้แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง |
เมื่อท่านเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการศึกษา ท่านจะได้รับการฉีดวัคซีนจำนวน 4 ครั้ง โดยจะฉีดวัคซีนดีเอนเอ 3 ครั้ง และฉีดวัคซีนฟาลว์พอกซ์ 1 ครั้ง
ฉีดวัคซีนดีเอนเอครั้งที่ 1, 2, 3 ณ สัปดาห์ที่ 0 (เมื่อเริ่มเข้าสู่การศึกษา) 4, 8 ตามลำดับ ฉีดวัคซีนฟาลว์พอกซ์ ณ สัปดาห์ที่ 12 การฉีดแต่ละครั้งอาจได้รับ
วัคซีนมากกว่า 1 เข็ม และจะทำการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ต้นแขนและในกรณีของวัคซีนฟาลว์พอกซ์ จะทำการฉีดที่สะโพกด้วย
|
| ทำไมอาสาสมัครจึงมีความจำเป็น ต่อการพัฒนาวัคซีน? |
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาด
ได้ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างไรก็ดีถุงยางอนามัยก็ยังเป็นวิธีการชั่วคราวเท่านั้นและ
ไม่มีใครรับประกันได้ว่าวิธีการดังกล่าวจะยังได้ผลในสังคมปัจจุบันที่กลุ่ม
เสี่ยงนั้นกระจัดกระจายหรือแฝงเร้นอยู่ทั่วไป จนยากแก่การเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือ
เขาเหล่านั้นให้รอดพ้นจากการติดเชื้อได้
|
วิธีที่จะรับมือกับโรคระบาดนี้คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่า การมีวัคซีน ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้
เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ในเรื่องเพศ การต้องใส่ถุงยาง
อนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องยากและเกือบเป็นไปไม่ได้เลย
ในหลาย ๆภูมิภาคของโลก เราต้องการวิธีที่มีประสิทธิภาพ สามารถ
จะป้องกันได้ในระยะยาว และไม่ต้องทำซ้ำทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
วัคซีนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
|
ดังนั้นการเป็นอาสาสมัครเพื่อทดสอบว่าวัคซีนเอดส์ทดลองนั้นปลอดภัยและสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ จึงเป็นโอกาสของท่านที่จะเป็นส่วนหนึ่ง
ของความพยายามเพื่อพัฒนาวัคซีนที่จะใช้ป้องกันมนุษย์จากโรคร้ายนี้อย่างไรก็ดี ในขณะที่เรายังไม่มีวัคซีนวิธีที่จะปกป้องตัวคุณจากการติดเชื้อ
คือ การมีเพศสัมพันธ์ อย่างปลอดภัย โดยการใช้ถุงยางการไม่ใช้เข็มร่วมกัน |
| |
| |